(เล่มนี้ได้รับแจ้งจากทางสำนักพิมพ์จุฬาฯ ว่าหนังสือจัดพิมพ์แล้วเสร็จ พร้อมนำไปเปิดตัวในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ ๓๙ ระหว่างวันที่ ๒๕ มึ.ค. ถึง ๖ เม.ย. ๒๕๕๔ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บูธ R02 โซน C2)

ข้อมูลจำเพาะ: ผู้แต่ง มานิตย์ จุมปา ขนาดพ็อกเก๊ตบุ๊ค จำนวน ๕๐๐ หน้า

คำนำ 

 

          พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๑ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ แต่มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ จัดว่าเป็นกฎหมายใหม่ฉบับหนึ่งที่ยังมีหนังสือหรือตำราที่อธิบายกฎหมายฉบับนี้อยู่ในน้อย ในขณะที่กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ เพราะมีการกำหนดความรับผิดลักษณะใหม่ขึ้น กล่าวคือ กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยที่ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากสินค้านั้นไม่ต้องพิสูจน์ว่าผู้ประกอบการจงใจหรือประมาทเลินเล่อที่จะก่อให้เกิดความเสียหายเช่นนั้นขึ้นหรือไม่ อันเรียกว่าเป็นไปตามหลัก “ความรับผิดโดยเคร่งครัด” (strict liabiltiy) ในเบื้องต้นผู้เขียนมีความตั้งใจจะเรียบเรียงหนังสือนี้ในเชิงเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ เพื่อให้สามารถมองกฎหมายฉบับนี้ได้ชัดเจนขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในระหว่างดำเนินการค้นคว้าข้อมูล ก็ปรากฏว่า ครูของผู้เขียน คือ รองศาสตราจารย์.ดร.ศักดา ธนิตกุล ซึ่งเป็นคณบดีในคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ตีพิมพ์ผลงานหนังสือ เรื่อง “คำอธิบายและคำพิพากษาเปรียบเทียบ กฎหมายความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย” เมื่อเดือนกรกฏาคม ๒๕๕๒ จึงทำให้ผู้เขียนจำต้องเปลี่ยนแนวทางในการเรียบเรียงหนังสือนี้ เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกับครูของผู้เขียน ทั้งนี้ เพราะท่านที่สนใจในเชิงกฎหมายเปรียบเทียบสามารถค้นคว้าได้จากหนังสือดังกล่าว อีกทั้งยังสามารถค้นคว้าจากงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งได้ คือ มานิตย์ วงษ์เสรี และคณะ, รายงานการศึกษาวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้า (Product Liability), กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงเปรียบเทียบอีกเช่นกัน และเป็นงานวิจัยที่เป็นฐานในการพัฒนาไปสู่การตรากฎหมายความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย

          หนังสือคำอธิบายกฎหมายความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนี้ ผู้เขียนมีความมุ่งหมายที่จะอธิบายเนื้อหาของกฎหมายนี้เป็นสำคัญ โดยมีหลักการในการเรียบเรียง ดังต่อไปนี้

ประการแรก ผู้เขียนมุ่งที่จะศึกษาถึงที่มาของกฎหมายนี้ในประเทศไทยเป็นสำคัญ โดยเป็นการค้นคว้าเรียบเรียงจากเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในการตรากฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้เห็นเจตนารมณ์ในแต่ละเรื่องราวของกฎหมายนี้ ทั้งนี้เพราะผู้เขียนเล็งเห็นว่า เมื่อกฎหมายนี้เป็นกฎหมายใหม่ เจตนารมณ์ขององค์กรที่ตรากฎหมายขึ้นมาจึงมีส่วนสำคัญในการปรับใช้กฎหมายนี้กับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น การเรียบเรียงจึงได้ใช้เอกสารบันทึกความเห็นของคณะกรรมการกฤษฏีกาเกี่ยวกับกฎหมายนี้เป็นสำคัญ ประกอบกับรายงานการประชุมคณะกรรมาธิการที่พิจารณากฎหมายนี้ในชั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ประการที่สอง กฎหมายความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยเป็นกฎหมายใหม่ จึงย่อมทำให้การอธิบายกฎหมายนี้ มีความลำบากในการหาตัวอย่างที่เป็นคำตัดสินของศาลฎีกามายกประกอบเพื่อให้เห็นภาพการปรับใช้กฎหมายให้ชัดเจน แต่อย่างไรก็ดี ด้วยเหตุที่กฎหมายฉบับนี้มีรากฐานที่มาจากกฎหมายละเมิด ซึ่งในกฎหมายลักษณะละเมิดนั้นมีตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาหลากหลาย ผู้เขียนจึงได้คัดเลือกและนำคำพิพากษาฎีกาในคดีละเมิด และคดีในกฎหมายอื่น ๆ ที่พอเทียบเคียงได้กับเนื้อหาในกฎหมายความรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย มาอธิบายยกไว้เป็นตัวอย่างในเนื้อหาส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน

ประการที่สาม ผู้เขียนได้พิจารณาว่าจะมีหนทางใดในการให้ผู้อ่านเข้าใจกฎหมายในเรื่องนี้ได้ง่ายขึ้น ตลอดจนเห็นแนวทางในการฟ้องร้องและต่อสู้คดีตามกฎหมายนี้ ในเมื่อกฎหมายนี้เป็นกฎหมายใหม่สำหรับเมืองไทย การนั่งคิดยกตัวอย่างเอาเอง ก็อาจไม่สมจริง ผู้เขียนจึงได้ไตร่ตร่องแล้วเห็นว่า หากสามารถหยิบยกตัวอย่างคดีการฟ้องร้องให้รับผิดตามกฎหมายความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยของต่างประเทศ ในคดีที่มีข้อกฎหมายในทำนองเดียวกันกับของประเทศไทย แล้ววิเคราะห์ว่าหากคดีที่มีข้อเท็จจริงเช่นนั้นเกิดขึ้นในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๑ ผลของคดีจะออกมาในทิศทางใด น่าจะเป็นประโยชน์ ผู้เขียนจึงได้ดำเนินการค้นคว้าเพื่อหาตัวอย่างของคำพิพากษาศาลในประเทศที่มีความเหมาะสมในการหยิบยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อใช้อธิบายกฎหมายไทย ผู้เขียนก็พบว่า กฎหมายของสหรัฐอเมริกาในเรื่องความรับผิดในผลิตภัณฑ์ (products liability) กฎหมายที่น่าสนใจ เพราะกล่าวกันว่าเป็นกฎหมายที่ก้าวหน้ามากที่สุด[1] และเนื้อหาของกฎหมายในสาระสำคัญนั้นมีส่วนที่คล้ายคลึงกับกฎหมายของประเทศไทย เมื่อค้นคว้าลึกต่อไปก็พบว่า เหตุที่มีความคล้ายคลึงกัน ก็เพราะกฎหมายความรับผิดในผลิตภัณฑ์ยุคใหม่นั้น นับได้ว่าถือกำเนิดอย่างชัดเจนในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ ปี ค.ศ.๑๙๖๓ เมื่อศาลฎีกาแห่งมลรัฐแคลิฟอร์เนียในคดี Greenman v. Yuba ได้ตัดสินให้นำหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดมาใช้กับคดีที่มีการฟ้องร้องให้ผู้ประกอบการต้องรับผิดในสินค้าที่ผลิตแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภค หลังจากนั้น กฎหมายความรับผิดในผลิตภัณฑ์ก็ได้รับการยอมรับในมลรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐทั้ง ๕๐ มลรัฐ และในระดับสหรัฐอีกระดับหนึ่งด้วย นับถึงเวลาปัจจุบัน (ค.ศ.๒๐๑๐) นับได้ว่ากฎหมายความรับผิดในผลิตภัณฑ์ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้พัฒนามากว่า ๔๗ ปี หรือเกือบกึ่งทศวรรษ ทำให้มีคดีฟ้องร้องในมลรัฐต่าง ๆ ทั้ง ๕๐ มลรัฐและในระดับสหรัฐ เป็นจำนวนมาก ซึ่งหากท่านผู้อ่านได้พิจารณาตัวอย่างคดีต่าง ๆ แล้วจะเห็นได้ว่าประเทศสหรัฐอเมริกาสมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งการฟ้องร้อง เพราะเรื่องบางเรื่องหากคิดบนพื้นฐานของสังคมไทย เราก็คงไม่คิดไม่ฝันว่าจะเป็นเหตุที่จะนำไปฟ้องร้องคดีได้ บางเรื่องราวฟ้องไปก็ชนะ บางเรื่องราวฟ้องไปก็ไม่ชนะ แต่การที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีคดีเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ทำให้กฎหมายนี้ได้รับการพัฒนาไปค่อนข้างก้าวหน้า ดังนั้น ผู้เขียนจึงเลือกที่จะนำตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาของประเทศสหรัฐอเมริกามายกเป็นตัวอย่างประกอบการอธิบาย เพราะเปรียบเสมือนค้นหาตัวอย่างจาก ๕๑ ประเทศ (๕๐ มลรัฐ (แต่ละมลรัฐมีกฎหมายเรื่องนี้เป็นของตัวเอง และมีศาล