มานิตย์ จุมปา

รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๔ ธันวาคม ๒๕๕๓

 

          ในระหว่างที่เฝ้ารอการเผยแพร่คำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคอย่างเป็นทางการนั้น มีประเด็นที่น่าสนใจที่จะศึกษา คือ ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยกคำร้องนั้น มีผู้แสดงความคิดเห็นจับใจความได้ในทำนองว่า “ในคดีที่มีการร้องขอให้ยุบพรรคการเมืองคดีอื่น ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรค ที่มีลักษณะข้อกฎหมายใกล้เคียงกัน ศาลไม่ได้หยิบยกประเด็นเรื่องที่นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นว่ามีความปรากฏว่ามีเหตุปรากฏให้ยุบพรรคการเมืองต่อตนแล้วเสนอความเห็นไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้ความเห็นชอบในการส่งเรื่องต่อไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แล้วเหตุใดจึงมาหยิบยกในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนั้น ในเรื่องระยะเวลา ๑๕ วันที่ในคำวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ให้เหตุผลว่า เมื่อไม่ได้มีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน ๑๕ วันนับแต่ความปรากฏว่ามีเหตุยุบพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง จึงให้ยกคำร้อง ในคดียุบพรรคอื่น ๆ ก็ยื่นเกิน ๑๕ วันเช่นเดียวกัน ไม่เห็นจะมีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณายกคำร้องแต่อย่างใด

ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติด้วยเสียงข้างมาก ๔ เสียงต่อ ๒ เสียงให้ยกคำร้อง โดยใน ๔ เสียงข้างมาก มีเหตุผลแตกต่างกันจำแนกเป็น ๒ เหตุผล ซึ่งในประเด็นนี้มีข้อพิจารณาในเบื้องต้นว่าการลงมติเช่นนี้ก็เหมือนกับการลงมติในประเด็นทำนองนี้ของศาลในต่างประเทศ เช่น ศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีผู้พิพากษาศาลฎีกา ๙ ท่าน (จำนวนเท่ากับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไทย) เมื่อมีประเด็นในทำนองเดียวกันนี้ว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ เมื่อจะมีการลงมติก็จะมีการลงมติได้เพียง ๒ แนวทางเท่านั้น คือ “ชอบด้วยกฎหมาย” กับ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” หากผู้พิพากษาศาลฎีกาเสียงข้างมากลงมติว่า “ชอบด้วยกฎหมาย” ก็จะมีการพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป แต่หากมีการลงมติด้วยเสียงข้างมากว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” และการไม่ชอบด้วยกฎหมายนี้ทำให้คำร้องตกไป ก็จะไม่มีการพิจารณาในประเด็นเนื้อหาอื่นที่ตั้งไว้อีก เพราะคำร้องตกไปแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาในเนื้อหาต่อไป เพราะต่อให้วินิจฉัยในเนื้อหาว่ามีการกระทำผิดอย่างไรหรือไม่ ก็ยังคงต้องยกคำร้องอยู่ดี อีกทั้งหากมีทั้งมติให้ยกคำร้องแล้ววินิจฉัยในเนื้อหาต่อไปจะก่อให้เกิดความสับสนในผลแห่งคำวินิจฉัยอีกด้วย อนึ่ง ในเสียงข้างมากที่วินิจฉัยในผลเหมือนกันว่า “ให้ยกคำร้อง” นั้น อาจมีการให้เหตุผลทางกฎหมายที่แตกต่างกันได้ แต่เมื่อเขียนคำพิพากษาก็จะมีการมอบหมายให้ท่านที่มีเหตุผลตามฝ่ายเสียงข้างมากในเหตุผลนั้น ๆ เป็นผู้เขียนคำพิพากษาในนามของศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกา โดยผู้พิพากษาท่านอื่นที่ลงมติให้ยกคำร้องด้วย สามารถเขียนความเห็นพ้อง (Concurring Opinion) เพื่อแสดงเหตุผลของตนเองได้ ในขณะเดียวกันผู้พิพากษาที่เป็นเสียงข้างน้อยก็สามารถเขียนความเห็นค้านของตนเองได้ (Dissent Opinion)  แต่ทั้งความเห็นพ้องและความเห็นแย้งนี้ ไม่นับว่าเป็นคำพิพากษาศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกา แต่ถือว่าเป็นความเห็นของผู้พิพากษาที่เขียนความเห็นนั้น ตัวคำพิพากษาที่เขียนขึ้นโดยผู้พิพากษาเสียงข้างมากและอยู่ในเหตุผลฝ่ายข้างมากที่ได้รับมอบหมาย จะเป็นคำพิพากษาของศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกาที่มีผลผูกพันต่อคดีพิพาท

แต่อย่างไรก็ดี ด้วยข้อจำกัดในวิธีการเขียนคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญไทย ที่ตุลาการซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนจะต้องทำความเห็นในการวินิจฉัยในส่วนของตนเป็นหนังสือ พร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ เมื่อมีการลงมติเสร็จสิ้น ก็ให้ตุลาการซึ่งเป็นองค์คณะจัดทำคำวินิจฉัยของศาล แต่ทั้งนี้องค์คณะอาจมอบหมายให้ตุลาการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้จัดทำคำวินิจฉัยตามมติของศาลก็ได้ (ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.๒๕๕๐ ข้อ ๕๕) ทำให้ต้องมีการนำมติและเหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากมาใช้ในการเขียนคำวินิจฉัยกลาง ในลักษณะที่จำต้องนำเหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากทั้งหมดมารวมไว้ในคำวินิจฉัยกลาง จึงทำให้บางครั้งคำวินิจฉัยกลางอาจมีเหตุผลที่ไม่ผสมผสานกลมกลืนกันเหมือนดังเช่นคดียกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ที่เมื่อมีการอ่านคำวินิจฉัยแล้วก็ก่อให้เกิดสับสนได้ว่า เหตุผลในคำวินัจฉัยนั้นมีความขัดกันอยู่ในตัว เพราะมีการให้เหตุผลไว้ใน ๒ แนวทาง จนเป็นเหตุทำให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญต้องมีการออกเอกสารข่าวชี้แจงในรายละเอียดของการลงมติว่าแต่ละเหตุผลนั้นประกอบไปด้วยตุลาการเสียงข้างมากกี่เสียง (ข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ข่าวที่ ๒๔/๒๕๕๓ วันอังคารที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ (เรื่องพิจารณาที่ ๑๔/๒๕๕๓)) อีกทั้งตุลาการบางท่านก็ต้องออกมาอธิบายขยายความถึงการลงมติ ซึ่งการที่ทำให้ต้องมีการแถลงข่าวชี้แจงเพิ่มเติม ก็เป็นข้อน่าคิดว่า ปกติแล้วคำพิพากษาหรือวินิจฉัยของศาลที่ดีนั้นควรมีความสมบูรณ์ในตัวคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยนั้นเอง ไม่จำเป็นต้องอาศัยการอธิบายจากศาล ตุลาการ หรือสำนักงานศาลประกอบ จึงเป็นข้อน่าคิดว่า ต่อไปศาลรัฐธรรมนูญจะมีวิธีการเขียนคำพิพากษาอย่างไรเพื่อให้มีความชัดเจนสมบูรณ์ในเนื้อแห่งคำวินิจฉัยเพื่อให้เกิดความชัดเจนตั้งแต่วันอ่านคำวินิจฉัย ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปว่าคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการนั้นจะมีเนื้อหาสาระเหมือนกับคำวินิจฉัยที่มีการเผยแพร่อย่างไม่เป็นทางการประการใดหรือไม่ อีกทั้งจะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจได้ชัดเจนกว่าคำวินิจฉัยที่มีการแผยแพร่อย่างไม่เป็นทางการหรือไม่

จากการที่มีการแสดงความคิดเห็นในทำนองที่กล่าวไว้ในตอนต้นนั้น ทำให้มีประเด็นที่น่าค้นคว้าหาคำตอบว่า ประเด็นดังกล่าวนั้นเป็นจริงตามความเห็นข้างต้นมากน้อยเพียงใด โดยมีประเด็นที่พิจารณาใน ๒ ประเด็นหลัก ประเด็นแรก คดียุบพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองนั้น ศาลไม่ได้หยิบยกประเด็นเรื่องการที่นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นว่าปรากฏเหตุแห่งการยุบพรรคการเมืองต่อตนเอง ก่อนแล้วทำความเห็นขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประเด็นที่สอง คดียุบพรรคการเมืองอื่น ๆ นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคเลยกำหนดเวลา ๑๕ วันนับแต่เมื่อมีเหตุปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่าพรรคการเมืองใดมีเหตุให้ยุบพรรคหรือไม่

ก่อนที่จะได้พิจารณาทั้ง ๒ ประเด็นนั้น มีข้อกฎหมายที่พึ่งต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นเพื่อช่วยให้การทำความเข้าใจในประเด็นดังกล่าวเป็นไปโดยราบรื่น คือ คดียุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นการดำเนินการร้องขอให้ยุบพรรคตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ ซึ่งมีเนื้อหาสาระว่า

มาตรา ๙๓  ในกรณีที่พรรคการเมืองใดมีเหตุต้องเลิกตามข้อบังคับพรรคการเมืองแต่พรรคการเมืองนั้นยังมีสมาชิกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ หรือในกรณีที่พรรคการเมืองใดไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง หรือมาตรา ๘๒ ให้ยุบพรรคการเมืองนั้น

เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคการเมืองใดมีเหตุตามวรรคหนึ่ง ให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองตามคำร้องของนายทะเบียน ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น

ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดแล้ว ให้นายทะเบียนประกาศคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษา”

การพิจารณาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีก่อนที่ใกล้เคียงกันและมีข้อกฎหมายเดียวกันกับคดีร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นจะพิจารณานับตั้งแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันเข้ารับตำแหน่งในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เพื่อพิจารณาว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันมีแนวบรรทัดฐานในการวินิจฉัยในคดียุบพรรคภายใต้ข้อกฎหมายมาตรา ๙๕ ข้างต้นอย่างไร และคดียกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานหรือไม่

จากการค้นคำวินิจฉัยกลางศาลรัฐธรรมนูญ พบว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ และ พ.ศ.๒๕๕๒ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันไม่ได้มีคำวินิจฉัยใดเกี่ยวกับการร้องให้ยุบพรรคการเมืองโดยนายทะเบียนพรรคการเมืองตามมาตรา ๙๓ แต่อย่างไร แต่ในปี พ.ศ.๒๕๕๓ ก่อนคดีร้องขอให้ยุบพรรคการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันได้มีคำวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองตามคำร้องของนายทะเบียนตามมาตรา ๙๓ จำนวน ๓ คำวินิจฉัย ได้แก่

(๑)   คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๒/๒๕๕๓ เรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคอธิปไตย

(๒)  คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๓/๒๕๕๓ เรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคกฤษไทยมั่นคง

(๓)  คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔-๕/๒๕๕๓ เรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคพลังเกษตรกร

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ จะเป็นคำวินิจฉัยที่ใช้ในการพิจารณาตามประเด็นสำคัญ ๒ ประเด็นที่ตั้งไว้ ดังนี้

ประเด็นแรก คดียุบพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองนั้น ศาลไม่ได้หยิบยกประเด็นเรื่องการที่นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นว่าปรากฏเหตุแห่งการยุบพรรคการเมืองต่อตนเองก่อนแล้วทำความเห็นขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

ในการพิจารณาประเด็นแรกนี้ มีข้อสังเกตว่า เหตุผลในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๕/๒๕๕๓ คดีร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตุลาการฝ่ายเสียงข้างมาก ๓ ท่านจาก ๔ ท่านที่เป็นเสียงข้างมากที่ให้ยกคำร้อง ให้เหตุผลในการยกคำร้องว่า เมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ การให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้มีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้น จึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมายในส่วนสาระสำคัญ ไม่มีผลทางกฎหมายที่จะให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้ (คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๕/๒๕๕๓ (อย่างไม่เป็นทางการ) เผยแพร่ในเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ, หน้า ๑๑ ประกอบข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ข่าวที่ ๒๔/๒๕๕๓ วันอังคารที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ (เรื่องพิจารณาที่ ๑๔/๒๕๕๓), หน้า ๑)

ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๒/๒๕๕๓ ซึ่งเป็น